
เมื่อศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ และน้องสาวเลือกทรยศสายเลือด... เปิดบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของ Tybalt Capp ชายผู้ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นจอมเผด็จการ เพียงเพื่อปกป้องเกียรติยศสุดท้ายของตระกูล
ณ จุดสูงสุดของปราสาท Bellacorde อันโอ่อ่า ภายใต้คติพจน์ ผูกพันด้วยเกียรติยศ ขุนนางชั้นสูงต่างโค้งคำนับให้กับ แกรนดยุก ทีบอลท์ แคปป์ (Grand Duke Tybalt Capp) ผู้นำแห่งราชวงศ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดใน เบลล่าคอร์ด (Bellacorde) แห่ง ออนดารีออน (Ondarion) ในสายตาของสาธารณชน เขาคือชายผู้เพียบพร้อม มีทุกสิ่ง ทั้งอำนาจ ทรัพย์ศฤงคาร และคฤหาสน์ในฝัน
แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์อันสง่างามและจิตวิญญาณแห่งอัศวินที่ตระกูลนี้พร่ำบอก สังคมชั้นสูงกลับซุบซิบนินทาว่า แท้จริงแล้วราชวงศ์แคปป์ ไม่ต่างอะไรกับพวกเย่อหยิ่ง บ้าชนชั้น และเสพติดละครฉากใหญ่... เพราะอำนาจที่ทีบอลท์ถือครองอยู่นั้น แลกมาด้วยการกระทำที่สั่นสะเทือนวงการ นั่นคือการ "ยึดอำนาจ" และเนรเทศจูเลียต น้องสาวแท้ๆ ของตนเองออกจากราชวงศ์อย่างไร้เยื่อใย
ทุกวันนี้ ทีบอลท์ คือผู้กุมชะตาของเบลล่าคอร์ด โดยมีตระกูล อัลโต (Alto) เป็นพันธมิตร แต่ความทะเยอทะยานของชายผู้นี้ยังไม่จบลงแค่นั้น สายตาของเขาจับจ้องไปที่เป้าหมายสูงสุด... มงกุฎแห่ง King of Ondarion ทว่า สิ่งที่ขวางทางสู่บัลลังก์กษัตริย์กลับไม่ใช่ศัตรูหน้าไหน แต่เป็น "สายเลือด" ของเขาเอง เมื่อลูกๆ ทั้งสามคนปฏิเสธที่จะสานต่อเจตนารมณ์ ยืนกรานที่จะครองตัวเป็นโสด และไม่ยอมใช้การแต่งงานเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อตระกูล!
เพื่อทำความเข้าใจความร้ายกาจของ ทีบอลท์ เราต้องขุดคุ้ยลงไปถึงรากเหง้าแห่งความแค้นในยุคสมัยของ เวโรน่าวิลล์ (Veronaville) สงครามเลือดระหว่างตระกูลแคปและมอนตี้ (Monty) ไม่ได้เริ่มจากการแย่งชิงอำนาจ แต่มันเริ่มต้นจาก "การทรยศทางธุรกิจและศัตรูหัวใจ"
ย้อนกลับไปในรุ่นปู่ พาทริซิโอ้ มอนตี้ (Patrizio Monty) และชายหนุ่มนามว่า คอนสอร์ท ธีป (Consort Thebe) เคยเป็นเพื่อนรักและหุ้นส่วนทางธุรกิจกันมาก่อน ในขณะนั้น พาทริซิโอ้ กำลังคบหาดูใจกับ คอนเทสซ่า แคปป์ (Contessa Capp) หญิงสาวที่เป็น "รักแรก" ของเขา
ชาติกำเนิดและสายเลือดอันสูงศักดิ์ คอนสอร์ท ธีป เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ เฮคเตอร์ (Hector) ยอดนักรบผู้กล้าหาญและทรงเกียรติ กับ แอนโดมาเช่ (Andromache) สตรีผู้เปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งและสง่างาม การถือกำเนิดของเขาถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการรวมสายเลือดที่ยิ่งใหญ่เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีศักดิ์เป็นหลานชาย ของ ควีนธีป (Queen Thabe) สตรีผู้ทรงอำนาจและเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ของ House of Thebe
จุดเริ่มต้นแห่งความบาดหมางที่แท้จริง ปะทุขึ้นในวินาทีที่ คอนสอร์ท แอบเห็นเพื่อนรักกำลังพลอดรักอย่างดูดดื่มกับ คอนเทสซ่า หญิงสาวที่เขาเองก็หมายปอง ความริษยาเปลี่ยนเพื่อนแท้ให้กลายเป็นศัตรู คอนสอร์ท หักหลังและใช้อิทธิพลทำลายธุรกิจของ พาทริซิโอ้ จนเพื่อนรักต้องสูญเสียงานและผลประโยชน์มหาศาล
และในวินาทีที่ พาทริซิโอ้ ตกต่ำถึงขีดสุด... คอนเทสซ่า ก็เลือกที่จะทิ้งเขาไปหา "ผู้ชนะ" อย่าง คอนสอร์ท ทันที แต่สิ่งที่เลือดเย็นที่สุด ไม่ใช่การทำลายธุรกิจ... แต่คือการที่ คอนสอร์ท ตัดสินใจ "สละนามสกุล ธีป อันยิ่งใหญ่ของตนเอง" เพื่อแต่งงานกับ คอนเทสซ่า แคปป์
หลายคนอาจมองว่า คอนสอร์ท ยอมลดศักดิ์ศรีและสยบยอมต่อระบบ 'สตรีเป็นใหญ่' ของตระกูลแคปป์ แต่ในความเป็นจริง นี่คือแผน 'การกลืนกินจากภายใน' อันแยบยล เขาไม่ได้ก้มหัวเพราะความคลั่งรัก แต่เบื้องหลังนั้นลึกล้ำกว่ามาก ในยุคนั้น ตระกูลแคปป์ คือกลุ่มทุนเก่าผู้ทรงอิทธิพลที่ผูกขาดที่ดินและเศรษฐกิจกว่าครึ่งของ เวโรน่าวิลล์ การแต่งงานของเขาจึงไม่ใช่การจำนน แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้เพื่อก้าวขึ้นสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออาณาจักรแห่งนี้
คอนสอร์ท กับ คอนเทสซ่า ได้มีลูกด้วยกัน 4 คนคือ
ท่ามกลางกำแพงหินอันเย็นเฉียบของคฤหาสน์แคปป์ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายจางๆ ของเขม่าควันและความตายทีบอลท์ ไม่ได้เติบโตมาด้วยนิทานก่อนนอนหรืออ้อมกอดที่อบอุ่น ทว่าเขาถูกหล่อหลอมขึ้นจาก "ความแค้นที่ไม่มีวันดับ" ภายใต้เงื้อมมือของคอนสอร์ท ผู้เป็นปู่
โศกนาฏกรรมที่เป็นดั่งชนวนระเบิดเริ่มต้นขึ้นเมื่อความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลทวีความรุนแรงจนถึงจุดที่ไม่มีทางหวนคืน โดยเฉพาะเมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่คลอเดอเลีย ลูกสาวคนเล็กผู้เป็นดั่งดวงใจของ คอนสอร์ท เธอไม่ใช่แค่บุตรสาวธรรมดา แต่คือ "เพชรเม็ดงาม" ที่ถูกวางตัวไว้ให้เป็นผู้สานต่ออำนาจถัดจาก คอนเทสซ่า ผู้เป็นแม่ หญิงแกร่งผู้นำของตระกูล การแต่งงานของเธอกับ คาลิบัน (Caliban) และการกำเนิดทายาททั้งสามคือ ทีบอลท์, จูเลียต (Juliette) และ เฮอร์เมีย (Hermia) จึงเปรียบเสมือนการประกาศความรุ่งโรจน์ของสายเลือดแคปป์ ที่กำลังจะหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง
ทว่าสำหรับ พาทริซิโอ้ มอนตี้ ความรุ่งโรจน์ของศัตรูคือสิ่งที่ยอมไม่ได้ การกำจัดคลอเดอเลีย จึงไม่ใช่แค่การล้างแค้น แต่มันคือการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" เพื่อไม่ให้ตระกูลแคปป์ มีผู้นำหญิงที่เข้มแข็งในอนาคต:
บรรยากาศแห่งความสูญเสียยังไม่ทันจางหาย โชคชะตาก็ซ้ำเติมตระกูลแคปป์ อีกครั้งเมื่อ คอนเทสซ่า หญิงแกร่งผู้เป็นเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวได้จากไปด้วยโรคชรา ทิ้งให้คอนสอร์ท ต้องกลายเป็นผู้แบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งเพียงลำพัง ในหัวใจที่แตกสลายจากการสูญเสียลูกสาวสุดที่รักและภรรยา ท่ามกลางการแสวงหาตัวแทนที่จะมาสวมมงกุฎแทนคอนเทสซ่าผู้ล่วงลับ เฮอร์เมียหลานสาวคนเล็ก คือ "ความผิดพลาดในอุดมคติ" ของคอนสอร์ท แม้จะฉลาดหลักแหลม แต่ สไตล์ที่เป็นขบถ ที่สวมเสื้อยืดสีม่วงและรองเท้าบูทมอเตอร์ไซค์กลับทำลายภาพจำของ "ว่าที่คอนเทสซ่า" ไปจนสิ้น
ในขณะที่ตระกูลต้องการราชินีนักรบผู้สง่างามเฮอร์เมีย กลับเลือกขังตัวเองและความรักสันโดษและความเป็นกลางที่เธอมอบให้บ้านมอนตี้ โดยเฉพาะความรู้สึกที่มีต่อ เมอคิวทิโอ้ (Mercutio) พี่ชายของโรมิโอ ถูก คอนสอร์ทตีความเป็น "ความอ่อนแอที่น่ารังเกียจ" และเป็นการทรยศต่อเถ้าถ่านของพ่อแม่
เมื่อหันไปมองจูเลียต หลานสาวคนรองที่มีความสง่างามตามแบบฉบับขุนนางดั้งเดิม มีรัศมีของผู้นำที่พร้อมจะถูกเจียระไนให้เป็นเพชรเม็ดงามเม็ดใหม่คอนสอร์ท จึงไม่ลังเลที่จะมองข้ามเฮอร์เมียไปอย่างเลือดเย็นเขาเลือกที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อปั้นจูเลียตให้เป็นตัวแทนของคอนเทสซ่า เพื่อกอบกู้เกียรติยศที่เหลืออยู่
คือเด็กชายที่ถูกโปรแกรมให้เป็นอาวุธปกป้องน้องสาวและตระกูล ทุกหยดเลือดในกายของเด็กกำพร้าคนนี้ถูกเคี่ยวกรำเพื่อทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไป ในขณะที่เด็กคนอื่นเรียนรู้ที่จะรักทีบอลท์ กลับถูกบังคับให้เรียนรู้ที่จะ "รังเกียจ"
ภาพจำในวัยเยาว์ของเขาไม่ใช่สนามเด็กเล่น แต่คือการยืนอยู่หน้ากระจก ฝึกกำหมัดแน่น และพุ่งเป้าความโกรธแค้นเข้าใส่เมอคิวทิโอ้ มอนตี้ เพียงเพื่อพิสูจน์ให้ปู่เห็นว่าสายเลือดแคปป์ ยังคงยิ่งใหญ่ ทว่าในวินาทีที่เขาแบกรับภาระหนักอึ้งจนไหล่แทบทรุด เขากลับต้องเห็นภาพที่กรีดหัวใจ... จูเลียตน้องสาวที่ปู่หมายมั่นจะให้เป็นตัวแทนของแม่ที่ตายไป และเป็นคนที่ทีบอลท์ พยายามปกป้องสุดชีวิต กลับวิ่งเล่นอย่างเริงร่าในทุ่งหญ้ากับโรมิโอ ทายาทของชายที่เคยตราหน้าปู่ของเขาด้วยความอัปยศ และเป็นลูกหลานของคนที่พรากชีวิตพ่อแม่ของเขาไป
สำหรับทีบอลท์ ความรักของจูเลียต ไม่ใช่แค่การนอกลู่นอกทาง แต่มันคือการถ่มน้ำลายรดกองเถ้าถ่านของพ่อแม่ที่ตายไปในกองเพลิง และเป็นการเหยียบย่ำความหวังสุดท้ายของปู่ที่อยากเห็นเธอกลายเป็นเพชรเม็ดงามแทนที่แม่ของเขา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมในวันนี้ เขาถึงเลือกที่จะเย็นชาและร้ายกาจ... เพราะโลกไม่เคยสอนให้เขารู้จักวิธีอื่นในการปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่เลย
เมื่อ คอนสอร์ท แคปป์ อดีตแกรนดยุก จอมบงการแห่งเวโรน่าวิลล์ สู่ เบลล่าคอร์ด สิ้นลมหายใจจากความชรา สิ่งที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังไม่ใช่พิธีส่งมอบอำนาจอันทรงเกียรติ แต่คือซากปรักหักพังของสายเลือดที่เขาเพิ่งทำลายลงด้วยมือตัวเอง หลังจากการขับไล่ Juliette ทายาทอันดับหนึ่งที่ทรยศตระกูลไปหาศัตรู บัลลังก์แห่งตระกูลแคปป์ จึงตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศ
และนั่นคือจุดที่ทีบอลท์ ก้าวขึ้นมา... ไม่ใช่ด้วยความสง่างาม ไม่ใช่เพราะปู่มองเห็นศักยภาพ หรือเลือกเขาเป็นผู้สืบทอด แต่ทีบอลท์ ได้ครอบครองตำแหน่งแกรนดยุก เพียงเพราะ "เขาคือคนสุดท้ายที่เหลืออยู่"
การก้าวขึ้นสู่อำนาจแบบ "ส้มหล่น" นี้ สร้างรอยร้าวที่หยั่งรากลึกทะลุมิติคนเป็นและคนตาย เพราะหากสังเกตให้ดี คอนสอร์ทที่ตายไปแล้วไม่ยอมไปผุดไปเกิด เมื่อวิญญาณของคอนสอร์ท ปรากฏตัวขึ้นในคฤหาสน์แห่ง เบลล่าคอร์ด... เขายังคงสวมมงกุฎผู้นำตระกูลอยู่บนศีรษะ
มงกุฎเรืองแสงบนหัวของผีปู่ ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือ "การประกาศกร้าวทางวิญญาณ" ที่ทรงพลังที่สุด มันคือสัญลักษณ์ที่ตะโกนบอกว่า คอนสอร์ทไม่เคยสละราชสมบัติ ไม่เคยมอบอำนาจของแคปป์ นี้ให้ใคร และความตายก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานะทางกายภาพ ทว่าสิทธิ์ขาดในการปกครองอาณาจักรแคปป์ ยังคงเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
สำหรับ คอนสอร์ทแล้ว คอนสอร์ทไม่ใช่ผู้นำ เขาเป็นเพียง เป็นผู้สำเร็จราชการชั่วคราวที่ได้โอกาสสวมมงกุฎในตอนที่ปู่ไม่อยู่ ความจริงข้อนี้สะท้อนออกมาผ่านค่าความสัมพันธ์ที่ติดลบ และสถานะตึงเครียดระดับสุดยอด ระหว่างวิญญาณปู่กับหลานชาย
เมื่อทีบอลท์ พยายามชดเชยปมด้อยเรื่องความชอบธรรมด้วยการละทิ้งอุดมการณ์ เปลี่ยนตัวเองเป็นเศรษฐีที่บ้าความสมบูรณ์แบบ จัดปาร์ตี้อวดความมั่งคั่งด้วยเงินมหาศาล และปล่อยให้ลูกๆ ทั้งสาม
ลูกสาวคนโต เลดี้ เบียทริซ (Lady Beatrice) รัชทายาทอันดับหนึ่ง: ขุนนางหญิงผู้งดงามตามอุดมคติ เธอคือภาพลักษณ์ความสมบูรณ์แบบที่สาธารณชนยกย่อง แต่ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาและสงบเสงี่ยม Beatrice กลับรู้สึกว่าชีวิตในกำแพง Bellacorde ช่างตื้นเขินและว่างเปล่า ลึกๆ แล้วเธอโหยหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูล
ลูกคนกลาง ลอเด็ม เซเลส (Lordem Celeste) รัชทายาทอันดับสอง: ขุนนางผู้เปล่งประกาย ในสรีระแบบบุรุษแต่อ่อนช้อยในอาภรณ์แบบสตรี Celeste คือนักดนตรีและนักแสดงระดับสูง ผู้เป็นดั่งขบถที่งดงาม Celeste ยึดมั่นในอุดมคติ เขาคือผู้อนุรักษ์นิยมที่ยึดมั่นในวิถีแห่งอัศวิน ซึ่งเป็นการผสานความต่างที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของสังคมชนชั้นสูงได้อย่างน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ปฏิเสธแนวคิดวัตถุนิยมอันหยาบกระด้างของผู้เป็นพ่อ
ลูกชายคนเล็ก ลอร์ด เวอจิลิโอ้ (Lord Virgilio) แกะดำผู้รังเกียจสายเลือด: ลูกชายผู้หันหลังให้ความหรูหรา Virgilio ปฏิเสธระบบเส้นสายโดยสิ้นเชิง เขาเลือกทำงานเป็นเพียงพนักงานระดับล่าง ย้อมผมเป็นสีบลอนด์ ตัดกับคิ้วสีเข้มตามธรรมชาติ เพื่อลบรอยต่อกับตระกูล เขาเกลียดชังความโอ้อวดของชนชั้นสูง และถึงขั้นถูกครหาว่าอยู่เบื้องหลังการทุบทำลายรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์แห่ง Bellacorde! คนเดียวที่เขาเชื่อใจและยอมรับว่าเป็นเพื่อนแท้ มีเพียง Celeste เท่านั้น
ภายใต้ฉากหน้าของงานปาร์ตี้อันหรูหราฟู่ฟ่าและท่าทีเย่อหยิ่งของทีบอลท์ มีความจริงอันขมขื่นประการหนึ่งที่เขากดทับเอาไว้ลึกสุดหัวใจ... นั่นคือความจริงที่ว่า อาณาจักรแคปป์ ถูกสร้างและค้ำจุนความยิ่งใหญ่มาได้ด้วย "อำนาจของสตรี"
นับตั้งแต่ยุคเรืองอำนาจของคอนเทสซ่า คือรากฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลทีบอลท์ ตระหนักดีกว่าใครว่า การที่บุรุษอย่างเขาต้องมาก้าวขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้ ไม่ใช่ความสง่างามหรือความชอบธรรม แต่มันคือ "อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์" ที่เป็นผลพวงมาจากการทรยศของจูเลียต และการจากไปของคอนสอร์ท ผู้เป็นปู่
ทุกครั้งที่เขาหลับตา หรือแม้แต่ตอนที่ลืมตาแล้วต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณของคอนสอร์ท ที่ยังคงสวมมงกุฎและจ้องมองมาด้วยสายตาเย้ยหยัน มันยิ่งตอกย้ำตราบาปในใจว่า... ไม่ว่าเขาจะมีเงินทองมหาศาลเพียงใด เขาก็คือผู้นำที่ไม่มีวันได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ เบียทริซ รัชทายาทอันดับหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นเพียงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เขาหวงแหน ทว่าเธอคือ "เครื่องมือชดเชยปมด้อย" และเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่สุดในแผนการไถ่บาปของเขา
นี่คือคำอธิบายว่าเหตุใดทีบอลท์จึงทุ่มเทประคบประหงมและเจียระไนเบียทริซอย่างหนักหน่วง เขาตั้งใจปั้นเธอให้เป็นเพชรเม็ดงามที่สุดแห่งเบลล่าคอร์ด หวังให้เธอเป็นดั่ง 'คอนเทสซ่าคนใหม่' ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ การเตรียมส่งมอบมงกุฎให้ลูกสาวคนโต จึงไม่ใช่แค่การหาผู้สืบทอดบัลลังก์ตามวาระ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการ "คืนความชอบธรรม" ให้กับตระกูล ด้วยการดึงเส้นทางของอาณาจักรให้หวนกลับสู่วิถีการปกครองแบบสตรีเป็นใหญ่อีกครั้ง เพื่อลบรอยด่างพร้อยในยุคสมัยของเขาเอง
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เบียทริซ เผลอระบายถึงความว่างเปล่าของการเป็นขุนนาง หรือเมื่อลูกคนอื่นๆ อย่างเซเลส และ เวอจิลีโอ้ ทำตัวขบถออกนอกลู่นอกทาง ทีบอลท์จึงไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดเพียงเพราะห่วงหน้าตาและภาพลักษณ์ทางสังคม... แต่ความโกรธนั้นถูกขับเคลื่อนด้วย "ความหวาดกลัว" ที่กัดกินอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ
เขากลัวเหลือเกินว่า "แผนการกอบกู้อำนาจ" ที่เขาวางไว้จะพังทลายลง หากวันใดวันหนึ่งเพชรเม็ดนี้เกิดร้าวรานและปฏิเสธที่จะสวมมงกุฎเพื่อสานต่อตำนาน วันนั้นจะไม่ใช่แค่การสูญเสียทายาททางการเมือง แต่มันอาจหมายถึงจุดจบและการล่มสลายของตระกูลแคปป์ อย่างสมบูรณ์แบบด้วยมือของเขาเอง
หากมองลึกเข้าไปในความมืดมิดของคฤหาสน์แห่งตระกูลแคปป์ ภาพของทีบอลท์ ที่นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์อาจดูเหมือนฉากทัศน์ของผู้นำที่สืบทอดทั้งอำนาจและความเย่อหยิ่งมาจากผู้เป็นปู่ ทว่าในความเป็นจริง หากนำชะตากรรมของชายสองยุคมาวางทาบกันทีบอลท์ กลับเป็นได้เพียง "เงาที่เลือนรางและอ่อนแอ" ของคอนสอร์ทเท่านั้น
บุรุษทั้งสองต่างถูกโชคชะตาเล่นตลก ให้ต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกัน นั่นคือการถูกบีบให้ต้องขึ้นมากุมบังเหียนตระกูลที่ยึดถือธรรมเนียม "สตรีเป็นใหญ่" แต่สิ่งที่ทำให้วิญญาณของคอนสอร์ท ที่เฝ้ามองจากปรโลกต้องเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นหน้าหลานชาย ไม่ใช่เพราะทีบอลท์เป็นคนโชคร้าย... แต่เป็นเพราะทีบอลท์ "ไร้น้ำยา" ในการหยิบใช้กฎเหล็กแบบที่ตัวเขาเองเคยใช้ชโลมเลือดและสร้างความยิ่งใหญ่มาแล้วต่างหาก
ย้อนกลับไปในยุคสมัยที่คอนสอร์ทต้องรับหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์จากคอนเทสซ่า เขาตระหนักดีว่าสายเลือดคือหมากรุกกระดานใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับการเฝ้ารอให้ลูกๆ เติบโตมามีศิลปะในหัวใจ หรือออกเดินทางตามหาความหมายของชีวิต สำหรับเขา ลูกสาวอย่าง โกเนอริล และ รีแกน เป็นเพียง "หมาก" ทางการเมือง คอนสอร์ทใช้อำนาจอันเด็ดขาดบีบบังคับคลุมถุงชนให้พวกเธอแต่งงานกับ อัลบานี และ คอนวอลl พร้อมทั้งงัดกฎเหล็กของตระกูลมาบังคับให้ลูกเขยทุกคนต้องทิ้งรากเหง้า แล้วเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "แคปป์" เพื่อขยายขั้วอำนาจและรักษาความเกรียงไกรของสายเลือดเอาไว้
แต่เมื่อหันกลับมามองทีบอลท์ในยุคปัจจุบัน... เขามีเบียทริซรัชทายาทอันดับหนึ่งที่งดงามและคู่ควรกับมงกุฎที่สุดอยู่ข้างกาย แต่แทนที่เขาจะใช้ความเด็ดขาดจับคู่ทางการเมืองเพื่อค้ำจุนอำนาจเหมือนที่ปู่เคยทำ เขากลับทำได้เพียงยืนมอง เบียทริซจมดิ่งลงสู่ความรู้สึกว่างเปล่า ทีบอลท์มีความหวาดกลัวที่จะสูญเสียความรักจากลูกสาวมากเกินกว่าจะกล้าสวมบทบาทเผด็จการ เขาจึงทำได้เพียง "คาดหวังลึกๆ" ในใจว่าสักวันเธอจะแต่งงานกับตนที่คู่ควรกับตระกูลอย่าง เอ็นโซ อัลโต (Enzo Alto) และยอมสวมมงกุฎนี้ด้วยตัวเอง
นอกจากเรื่องผู้สืบทอดแล้ว ตระกูลแคปป์ยังมี "แกะดำ" ถือกำเนิดขึ้นเสมอ ในยุคของ คอนสอร์ท ชายหนุ่มผู้เกลียดความขัดแย้งและมีใจเอนเอียงไปทางศัตรูอย่างบ้านมอนตี้ คือ เคนท์ ทว่า คอนสอร์ทเป็นนักเดินหมากที่อ่านเกมขาด เขาประเมินแล้วว่า เคนท์ เป็นผู้ชาย ต่อให้ทำตัวแปลกแยกแค่ไหน หากวันหนึ่งต้องแต่งงาน ธรรมเนียมของโลกก็บังคับให้ฝ่ายหญิงต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแคปป์ อยู่ดี คอนสอร์ทจึงเลือกที่จะไม่เสียเวลาลงดาบหรือคลุมถุงชนให้เหนื่อยเปล่า เขาปล่อยให้ลูกชายคนนี้หลบมุมอยู่เงียบๆ ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นจนเกินงาม
ทว่าสำหรับทีบอลท์ การรับมือกับลูกๆ กลับกลายเป็นฝันร้าย เขาต้องเผชิญหน้ากับ เวอจิลีโอ้ ลูกชายผู้รังเกียจชนชั้นสูงเข้ากระดูกดำ และเซเลสรัชทายาทผู้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ทางเพศสภาพทีบอลท์ สูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง เขาไม่อาจหาผลประโยชน์ใดๆ จากลูกคนกลางและคนเล็กได้เลย ซ้ำร้ายยังปล่อยให้ เวอจิลีโอ้ ทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ คอยบ่อนทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลรายวันโดยที่คนเป็นพ่อไม่สามารถหยุดยั้งได้
และเมื่อบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้นำตระกูลเดินทางมาถึง... นั่นคือ "การรับมือกับการทรยศ"
ในอดีต เมื่อ จูเลียต เลือกที่จะหันหลังให้สายเลือดและโผบินไปหาความรักด้วยการแต่งงานกับโรมิโอ คอนสอร์ทไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่จะก้าวออกมาเบื้องหน้า ประกาศโองการเนรเทศและตัดชื่อหลานสาวออกจากตระกูลอย่างเลือดเย็น เพื่อรักษา "ภาพลักษณ์และความศักดิ์สิทธิ์" ของอาณาจักรแคปป์ เอาไว้
แต่กับทีบอลท์ เมื่อลูกๆ ของเขาแสดงท่าทีต่อต้าน ปฏิเสธเกียรติยศ และเยียบย่ำมรดกของวงศาคณาญาติ เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะชักดาบออกจากฝัก ผู้นำแห่งอาณาจักรแคปป์ ทำได้เพียงพึมพำก่นด่าชะตากรรม แอบซ่อนน้ำตาแห่งความล้มเหลวไว้หลังภาพวาดรูปบรรพบุรุษ และหันไปจัดปาร์ตี้อวดความมั่งคั่งที่กลวงเปล่า เพียงเพื่อกลบเกลื่อนเสียงกรีดร้องของความอ่อนแอ และสภาวะผู้นำที่พังทลายของตัวเขาเอง
ในราชวงศ์แคปป์... มงกุฎอาจจะอยู่บนหัวของเขา แต่น้ำตาของเขามักจะถูกซ่อนไว้หลังภาพวาดที่ไม่มีใครเคยได้เห็น
ความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของตระกูลแคปป์ ไม่ใช่แค่การเขียนบทที่มืดหม่นและเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ทีมพัฒนาได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "Player's Sandbox" ขึ้นมาอย่างแนบเนียน ตัวละครทุกตัวไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีมิติแบนราบ หรือมีเส้นเรื่องที่ถูกล็อกตายตัว ทว่าพวกเขาคือ "ฟันเฟืองของความเป็นไปได้" ที่รอให้คุณก้าวเข้ามากุมบังเหียนและหมุนทิศทางของประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในทางเลือกที่เกมเปิดกว้างไว้ให้ เราจะเห็นถึงความลึกซึ้งที่ทรงพลังผ่านทายาททั้งสาม:
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการปูพรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สานต่อเจตนารมณ์ มงกุฎแห่งเบลล่าคอร์ด จะถูกส่งต่อให้ใคร จะเดินตามรอยความชอบธรรมดั้งเดิม จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ หรือจะเผามันให้เป็นจุล... ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับจินตนาการของคุณ ว่าจะเลือกเขียนตอนจบของพวกเขาอย่างไร
หวังว่าเนื้อเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นใจในตัวทีบอลท์มากขึ้นนะครับ หากใครกำลังเล่นภาค Royalty & Legacy อยู่ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนเขาที่ Bellacorde Palace กันนะครับ!